98.- ถึงอะเดแมว 152

posted on 02 May 2013 18:14 by blrryprince in HTmTHINKIN directory Diary, Idea
...

เมื่อ 2 3 4 5 วันที่ผ่านมา เป็นวันที่นิตยสาร a day ฉบับ 152 วางแผง (แต่บรรทัดต่อๆไปจะเรียกว่า อะเดแมว)
หลังจากนั้น ก็มีเสียงจากผู้อ่านหลายท่านผ่านทางทวิตเตอร์ ให้ความเห็นกับอะเดแมวไว้หลายความเห็นอยู่
แต่จะเป็นไปในทางเดียวกันว่า

"แย่"
"ไม่ดี"
"อ่านแล้วไม่อิ่มเหมือนที่เคยอ่านอะเดเล่มเก่าๆ"
จนไปถึงความเห็นเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับ main course แมว เช่น โฆษณาเยอะมาก ตกลงนี่เรื่องแมวหรือจักรยาน แม้แต่บทบก.ยังเขียนถึงจักรยาน ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

 มันก็คงเป็นปกติสำหรับผลงานชิ้นหนึ่ง ที่มีทั้งคนชมและติ
แต่มันไม่ปกติที่ ทางแฟนเพจ a day magazine และพี่ก้อง ทรงกลดออกมาชี้แจงเรื่องนี้!!

ดะ เดี๋ยวนะ ฉันซื้ออะเดมานานนม ไม่เคยเห็นทางสนพ.ออกมาชี้แจงเรื่อง feedback หรืออะไรเลยนะ
แต่นี้ทำไมกันล่ะ เท่าที่อ่่านข้อติติงหลายอย่างก็ไม่เห็นจะมีอะไรอ่านแล้วน่าเจ็บปวด แทงใจ หรือน่าแซะตรงไหน
แต่นั่นอาจเป็นมุมมองจากผู้อ่านด้วยกันก็เป็นได้
ในฐานะผู้สร้างผลงาน ถ้า feedback มันออกมาแย่ น้อยคนนักที่จะมองมันในฐานะสิ่งที่ควรปรับปรุงตั้งแต่แรกเห็นหรอกเนอะ
คงมีอาการเจ็บปวดรวดร้าวบ้างแหละ...

จากที่อ่านโพสที่เพจ a day magazine ชี้แจง มีทั้งผู้อ่านที่ปลื้มและไม่ปลื้มและมีพี่ก้องทรงกลดมาตอบ
คาบเจ้ามีความเห็นดังนี้
แน่นอนว่าความเห็นคาบเจ้าก็คล้าย ๆ เสียงส่วนใหญ่ที่ไม่ปลื้ม
จากการเปิดอ่านนิตยสารครั้งแรก "อย่างผ่าน ๆ " แล้วพบเห็นแต่รูปแมวขนาดยักษ์ บทสัมภาษณ์เล่าเรื่องจิ๋ว ๆ
แล้วตกใจ อะ ทำไมมันดูธรรมดากาไก่เยี่ยงนี้
และวันนี้มานั่งอ่านส่วน main course ก็อ่านจบเร็วกว่าที่คิดมาก ๆ ทั้งที่ลองจับหน้า main course ก็หนาใช้ได้
(เห็นทางเพจบอกว่า main course อะเดแมว มี 67 หน้า)

เราว่า 67 หน้านี่ก็ทำเนื้อหา ทำการนำเสนอได้เยอะว่าการเป็นบทสัมภาษณ์ เล่าเรื่องอีเหมียวเมี้ยว ๆ นะ
นิตยสารจะมีอะไรให้เราอ่านบ้างล่ะ ทั้งบทความ(ทั้งวิจารณ์ รีวิว ทั่วไป ฯลฯ) สกู๊ป แฟชั่น อีกมาก ฯลฯ
พูดถึงการนำเสนอ ก็มีหลายแบบหลายความคิด ทั้งการใช้คำ ภาพ ซึ่งต้องผ่านการคิดการออกแบบ นอกจากจะต้องโดนใจทีมงาน ลูกค้า ผู้อ่าน มันยังต้องมีอะไรให้เราฉุกคิด สงสัย

การนำเสนอจากอะเดที่ประทับใจสุด ๆ คือ ตีมคนตาบอด ที่เริ่มหน้า main course ด้วยหน้าคู่จากสีดำไล่ไปเทาหรือขาวมั้ง เพื่อแสดงระดับการมองเห็นคนตาบอดสู่คนตาดี ถึงจะหมดหน้ากระดาษไป 10 หน้าที่มีแต่สีล้วน ๆ แต่เป็นการใช้สีและหน้ากระดาษที่เราชอบมาก ๆ 

เชื่อว่าปัญหานี้ เกิดจากหลายคนที่ "คาดหวัง" ในความเป็น "อะเด"
อะเดที่ย่อยข้อมูล และนำเสนอข้อมูลที่เรา ๆ รู้อยู่แล้วหรือไม่เคยรู้ ได้ออกมาน่าตื่นตาตื่นใจ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านได้รุนแรงมาก ๆ 

อย่างเช่นคาบเจ้า มีความประทับใจในอะเด 92 ตีม The Photograph Issue
และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่อยากให้คาบเจ้าสอบเข้าคณะที่เรียนเกี่ยวกับการถ่ายภาพ
และประทับใจที่นำเสนอช่างภาพที่เราคาดไม่ถึง เช่น พนง.ถ่ายภาพ X-ray ในโรงพยาบาล

มาถึงวันนี้ คาบเจ้าก็ไม่ค่อยได้ซื้ออะเดแล้วนะ เหตุผลง่าย ๆ คืออ่านไม่ทันและไม่มีตังค์ 555555+
ความจริงก็เคยเจออะเดที่อ่าน main course แล้วไม่อิ่มมาหลายเล่มเหมือนกัน
แต่สมัยนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก และไม่ได้มีช่องทางคอมเม้นที่สะดวกรวดเร็วอย่าง fb Twitter ไง 555+
มันเลยไม่เป็นกระแส และประกอบกะอะเดแมว ออกมาในช่วงเวลาที่เทรนด์แมวกำลังมา
ก็เลยต้องโดนจวกเยอะเป็นธรรมดา

เข้าใจทีมงานนะว่าการไม่ได้เชี่ยวชาญเสียทุกเรื่องแต่ต้องนำเสนอข้อมูลเยี่ยงผู้เชี่ยวชาญ
บวกกับการใช้ภาษา รูปภาพ การนำเสนอความคิดที่แตกต่าง แหวกขนบ การนำเสนอที่มีอะไร ๆ เสมอ ตามแบบฉบับของอะเดที่ผู้อ่านคาดหวัง
เมื่อทีมงานอะเดทำผลงานได้ "ไม่อิ่ม" ตามที่ผู้อ่านต้องการ มันก็เหนื่อยและห่อเหี่ยว

การทำหนังสือ นิตยสารนี่ยากนะ ทั้งการจัดการเนื้อหา การนำเสนอ การควบคุมโฆษณาในหนังสืออีกละ
(จึงเป็นที่มาของปัญหาตลอดกาล โฆษณาในอะเดนี่เยอะเยอะเยอะเยอะเยอะจนล้นจริง ๆ แต่มันก็นำมาซึ่งรายได้ที่จะทำให้อะเดยังอยู่ต่อไป)
ใคร ๆ ก็คาดหวังว่าหนังสือคือผู้รู้ คือครูชั้นดี ไม่งั้นจะให้สนับสนุนรักการอ่านสนั่นเมืองทำไม //ผิดเรื่องละ
ความฟินจากการอ่านหนังสือน่ะ คือการที่เราได้คิดตามเนื้อหา ความเพลิดเพลินจากภาษา รูปภาพที่สวยงามหรือเข้าตีม
การที่เจอ main course เป็นบทสัมภาษณ์ เล่าเรื่องรัว ๆ แค่พิมพ์ถึงนี่ก็รู้สึกเบื่อแล้วนะ

เขียนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้อ่านคอลัมน์อื่นใดนอกจาก main course แมวเมี้ยว ๆ
แต่เท่าที่เปิดผ่าน ๆ คอลัมน์ที่เคยอ่านก็ไม่เด่นแล้วนะ
ที่เด่นน่ะ โฆษณากะ human ride ท้ายเล่มต่างหาก
อะเดแมวสอนให้เรารู้ว่า ทีมงานนั้นกระตือรือร้นกับการปั่นจักรยานมาก ๆๆ มากจนคนในวงการปั่นหลายท่านยังไม่ค่อยเข้าใจว่าจะปั่นกันไปไหน
(แต่ไม่แน่ว่าอาจจะมีอะไบค์ก็ได้เนอะ 555+)

ฮื่อ คนทำหนังสือก็อยากทำเนื้อหาที่ตัวเขาเห็นว่าดี.
ฮื่อ ลูกค้าก็อยากเห็นตัวหนังสือที่เขาหวังว่าจะได้เจอ

แต่สองจุดนี้ มันอยู่กันคนละทิศทางเสียแล้ว

ตามโลกที่เปลี่ยนไป
ตามคนทำที่เปลี่ยนไป
ตามลูกค้าที่เปลี่ยนไป
ตามผู้อ่านที่เปลี่ยนไป
ตามอะไรอะไรที่เปลี่ยนไป

และแน่นอนว่า ณ ตอนนี้ เราก็กำลังเปลี่ยนไป

โลกยังต้องหมุน อีกนานแค่ไหน
อีกนานแค่ไหน จนกว่าครบรอบที่เราจาก
จนกว่าหมุนวนเธอกลับมา...

ถึงแม้พี่เล็กจะรอโลกหมุนเธอกลับมา แต่ก็ขอปิดท้ายด้วยเพลง หมุน เหมือนกันนะ ว่า

"ความเชื่อไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริง..."

Comment

Comment:

Tweet